หลังจากที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้มาได้ 21 ปี ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นเมื่อไม่นานมานี้เอง (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ว่าความจนมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด (ก่อนหน้านี้คิดว่ามีแค่ชนิดเดียว) ดังนี้

 

1. จำใจจน

 

นี่คือความจนที่คนเราส่วนใหญ่ (รวมทั้งตัวผมเอง) มักจะคุ้นเคยกันดีอยู่ คนที่ตกอยู่ในภาวะความจนชนิดนี้ไม่ได้มีความต้องการที่จะเป็นคนจนเลยแม้แต่น้อย แต่สถานการณ์ สภาพแวดล้อม และปัจจัยอื่นๆได้บีบคั้นให้พวกเขาเป็นเช่นนั้น ทำให้พวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก

 

2. จงใจจน

 

นี่คือความจนที่ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นเมื่อไม่นานมานี้ (อันที่จริงแล้ว มันก็ไม่ใช่อะไรใหม่หรอกครับ แต่ผมเพิ่งจะมามองเห็นมันเท่านั้นเอง) บุคคลที่ตกอยู่ในภาวะความจนชนิดนี้มีความสามารถที่จะฉุดให้ตัวเองหลุดพ้นออกจากความยากจนได้ อย่างไรก็ตาม แทนที่จะทำเช่นนั้น พวกเขากลับเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างยากจนมากกว่า

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของคนกลุ่มนี้ คือ พระพุทธเจ้า ท่านเกิดมาในครอบครัวที่รวยมหารวย แต่กลับเลือกที่จะละทิ้งทรัพย์สินเหล่านั้นทั้งหมด

 

ทำไมท่าน (และคนอื่นๆที่เลือกเส้นทางเดียวกับท่าน) จึงตัดสินใจเช่นนั้น? เหตุผล (ข้อหนึ่ง) คือ ท่านมีมุมมองต่อทรัพย์สินอย่างไร้อคติ

 

พวกเราส่วนใหญ่ เวลาที่นึกถึงทรัพย์สินต่างๆ เรามักจะนึกถึงและให้น้ำหนักกับประโยชน์ที่ทรัพย์สินเหล่านั้นจะสามารถให้กับเราได้มากกว่าภาระหน้าที่มาพร้อมกับทรัพย์สินเหล่านั้น

 

ทำไมเราถึงอยากได้รถยนต์สักคันไว้ใช้? นั่นเป็นเพราะว่าเรารู้สึกว่า เมื่อเรามีรถยนต์ เราจะได้รับความสะดวกสบายมากมายจากมัน เราจะโฟกัสอยู่ที่ความสบายจากการมีรถยนต์มากเสียจนบางครั้ง เราอาจจะลืมนึกไปว่าเวลาที่เรามีรถยนต์สักคันเนี่ย เรามีหน้าที่ต้องเติมน้ำมัน แย่งที่จอดรถ ล้างรถ เรียนขับรถ ยัดเงินตำรวจเวลาโดนจับ (แน่นอนครับว่าตำรวจดีๆก็มีอยู่เยอะ แต่ว่า…) ป้องกันขโมย ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น หากวันหนึ่ง รถยนต์ของเราเกิดหายไปหรือพังลงขึ้นมา จิตใจของเราก็จะห่อเหี่ยวอีกด้วย

 

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า หากเราเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันหนึ่ง เมื่อมันยังอยู่กับเรา เราก็ปวดหัว เมื่อมันไม่อยู่กับเรา เราก็ปวดใจ (ดีไม่ดี การปวดใจนี้อาจจะนำมาซึ่งการเจ็บปวดทางร่างกายอีกด้วย)

 

เมื่อนำข้อเสียของการมีรถยนต์กับข้อดีของการมีรถยนต์มาเทียบกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว เราจะพบว่าข้อเสียมีมากกว่าข้อดีเยอะ นี่เองคือสาเหตุที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะสละความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าพวกเราทุกคนไม่ควรมีทรัพย์สินใดๆไว้ในครอบครองเลยนะครับ เพราะถ้าหากว่าเราสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยไม่ยึดติดกับมัน (หรือยึดติดให้น้อยลงหน่อย) ได้ล่ะก็ ข้อเสียของการมีทรัพย์สินก็อาจจะลดลงจนทำให้ข้อเสียมีขนาดเล็กกว่าข้อดีก็เป็นได้

Comment

Comment:

Tweet

#3 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-28 03:07