ในบรรดากิจกรรมทั้งหมดของมนุษย์
การทำงานคือกิจกรรมที่กิินระยะเวลาในชีวิตของพวกเราแต่ละคนมากที่สุด
ด้วยเหตุนี้เอง หลายๆคนจึงให้ความสำคัญกับ "การทำงานที่ตัวเองรัก" เป็นอย่างมาก
เพราะถ้าเรารักงานของเรา เราก็จะขยันทำงาน
พอเราขยันทำงาน จิตของเราก็จะจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ
พอจิตจดจ่ออยู่กับงาน เราก็จะเริ่มมองเห็นหนทางในการแก้ไขปรับปรุงให้งานของเราดีมากกว่าเดิม 
และเมื่อเราทำงานได้ดีขึ้น ความรักที่เรามีให้แก่งานก็จะยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
จะเห็นได้ว่า หากเราได้ทำงานที่เรารัก นอกจากเราจะมีความสุขเวลาทำงานแล้ว เรายังสามารถทำงานออกมาได้ดีอีกด้วย
 
อย่างไรก็ตาม การทำงานที่ตัวเองรักไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆสำหรับคนส่วนใหญ่
เพราะว่าพวกเขายังไม่รู้หรือยังไม่มีเวลาที่จะค้นหาว่า "งานในฝัน" ของตัวเองคืออะไร
นี่แสดงว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีทางที่จะได้รับทั้งความสุขและความสำเร็จจากการทำงานเลยหรือ?
เปล่าเลยครับ! คนกลุ่มนี้สามารถที่จะทำงานอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในการทำงานได้เช่นกัน
จริงอยู่ พวกเขาอาจจะยังไม่เจองานที่ตนเองรัก
แต่พวกเขาก็สามารถที่จะรักงานที่ตัวเองทำได้
 
ทีนี้ ทำอย่างไรเราจึงจะรักงานที่ตัวเองไม่ได้รักตั้งแต่แรกได้?
นั่นขึ้้นอยู่กับว่าเราเป็นคนประเภทไหน
 
ถ้าหากเราเป็นคนที่ถึก อึด ทนและชอบความท้าทาย
เราก็ต้องใช้ความขยันเป็นตัวนำ
ตั้งเป้าหมาย (ที่ท้าทายและวัดผลได้ชัดเจน) ไปเลยว่าในแต่ละวัน เราต้องทำงานให้เสร็จมากน้อยเพียงใด
จากนั้นก็ลงมือทำ
ความขยันที่เกิดจากความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายนี้จะทำให้จิตของเราจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ
พอจิตจดจ่ออยู่กับงาน เราก็จะเริ่มมองเห็นหนทางในการแก้ไขปรับปรุงให้งานของเราดีมากกว่าเดิม 
พอเราทำงานได้ดีขึ้น ความรักที่เรามีให้แก่งานก็จะยิ่งมากขึ้น
และเมื่อเรารักงานของเรามากขึ้น เราก็จะยิ่งขยันทำงานมากกว่าเดิมเข้าไปอีก
 
ถ้าหากเราเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ
อันนี้จะง่ายหน่อย
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้รับมอบหมายความรับผิดชอบให้ทำงานชิ้นหนึ่ง
จิตของเราจะจดจ่ออยู่กับงานของเราโดยอัตโนมัติทันที
พอจิตจดจ่ออยู่กับงาน เราก็จะเริ่มมองเห็นหนทางในการแก้ไขปรับปรุงให้งานของเราดีมากกว่าเดิม 
พอเราทำงานได้ดีขึ้น ความรักที่เรามีให้แก่งานก็จะมากขึ้น
พอเรารักงานของเรามากขึ้น เราก็จะขยันทำงานมากขึ้น
และเมื่อเราขยันมากขึ้น จิตของเราก็จะยิ่งจดจ่ออยู่กับงานมากกว่าเดิมเข้าไปอีก
 
ถ้าหากเราเป็นคนที่มีความสร้างสรรค์
เราก็ต้องเริ่มด้วยการพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมของเราในการค้นหาแนวทางที่จะแก้ไขปรับปรุงงานที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้น
พอเราทำงานได้ดีขึ้น ความรักที่เรามีให้แก่งานก็จะมากขึ้น
พอเรารักงานของเรามากขึ้น เราก็จะขยันทำงานมากขึ้น
พอเราขยันมากขึ้น จิตของเราก็จะจดจ่ออยู่กับงานมากขึ้น
และเมื่อจิตของเราจดจ่ออยู่กับงานที่ทำมากขึ้น เราก็จะยิ่งมองเห็นแนวทางในการพัฒนางานของเราให้ดีกว่าเดิมขึ้นไปอีก
 
จะเห็นได้ว่าแม้เราจะยังหา "งานในฝัน" ของเราไม่เจอ
แต่เราก็สามารถเปลี่ยนงานที่เรากำลังอยู่ให้กลายเป็น "งานในฝัน" ของเราได้ไม่ยากเลย

Comment

Comment:

Tweet

@anyblue เห็นด้วยครับ work-life balance สำคัญมาก เพราะไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จในการทำงานมากขนาดไหน ความสำเร็จดังกล่าวก็ไม่สามารถชดเชยความล้มเหลวในความสัมพันธ์ (กับทั้งครอบครัว เพื่อน และสังคม) ได้

#2 By thosapit on 2014-01-03 07:18

หนูคิดว่าทำงานจดจ่อ และทำให้ดี และออกมาสมบูรณ์ เมื่อเป็นความก้าวหน้า จะทำงานมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว และการทำงานบางอาชีพก็ต้องช่วยเหลือกัน คนที่รักงาน ไม่เป็นปัญหาเลยแต่
อาจเสียความสมดุลในบางอย่างในตัวคุณและผล
กระทบคนรอบข้างได้ หมายถึงไม่มีเวลาให้นั่นเอง
ดังนั้นมุมมองความคิดและบริหารจัดการกับเวลาสำคัญกับการทำงานที่พอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป
ทำงานมากไปเพื่อความก้าวหน้าดีนะ แต่อย่ามากจนลืมคนรอบข้างนะ

#1 By yo on 2014-01-02 12:53